จาก TEDxTheEvergreenStateCollege ที่ David Roberts ได้อธิบายถึงผลกระทบจาก Climate Change ให้เข้าใจได้ง่ายๆ โดยคลิปเต็มคือคลิปด้านล่าง
บทความหลักที่จะอธิบายคือ Climate Change is Simple ซึ่งเกิดจากการที่ David Roberts พยายามชี้แจงเนื้อหาของบทความ The Brutal Logic of Climate Change ให้ง่ายที่สุดและใช้ศัพท์เทคนิคน้อยที่สุดเพื่อแสดงให้เห็นถึงผลกระทบถ้าหากเราไม่ทำอะไรเพื่อลด CO2 Emission ลง
ทำไมโลกถึงไม่เป็นก้อนหินที่ล่องลอยโดยปราศจากสิ่งมีชีวิตอย่างดาวเคราะห์ทั่วไปในจักรวาล สาเหตุสำคัญคือ โลกมีชั้นบรรยากาศที่เก็บความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้ชั่วคราว ทำให้เกิดสภาวแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเกิดชีวิต กลไกหลักของการควบคุมการเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์นั้นคือความเข้มข้นของ CO2 หรือเทียบเท่าในชั้นบรรยากาศ ยิ่งเข้มข้นมาก ยิ่งทำให้เก็บความร้อนมากขึ้น
ในช่วง 10,000 ปีล่าสุดนี้ (หรือยุค Holocene) โลกอยู่ในสภาวะที่อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ คำว่าคงที่คืออุณหภูมิเฉลี่ยแกว่งอยู่ในช่วงแคบ หรือประมาณ +/-1°C (อ้างอิงจากรายงานของ IPCC ฉบับนี้)
ซึ่งเป็นช่วงที่นุษย์มีการวิวัฒนาการเกษตร ทางอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีต่างๆ ประกอบกับมีการกระจายประชากรไปทั่วทุกมุมโลก
จากรายงาน America’s Climate Choices ที่จัดทำโดย Board on Atmospheric Sciences and Climate (BASC) ซึ่งกล่าวถึงอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้น 0.8°C หลังจากมีการวิวัฒนาการอุตสาหกรรม ที่ก่อให้เกิดการปล่อย CO2 โดยกิจกรรมของมนุษย์มากขึ้นดังข้างล่าง
The average temperature of the Earth’s surface increased by about 1.4°F (0.8°C) over the past 100 years, with about 1.0°F (0.6°C) of this warming occurring over just the past three decades.
บางท่านอาจจะสงสัยที่มาของตัวเลข 2°C ที่เป็นเป้าหมายที่จะควบคุมไม่เห็นเกินของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีที่มาอย่างไร (เป้าหมายการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 2°C นี้ได้เป็นเป้าหมายทั้ง สหภาพยุโรป UNFCCC และกลุ่ม G8 ซึ่งเป้าหมายนี้ใช้เป็นจุดอ้างอิงในการพิจารณานโยบายต่างๆของกลุ่มเหล่านี้) จากรายงาน Three Views of Two Degrees ที่จัดทำให้กับ European Climate Forum กล่าวไว้ว่า ตัวเลข 2°C มาจากการประมาณการโดยนักเศรษฐศาสตร์ W.D. Nordhaus ในปี 1977 ซึ่งเป็นการประมาณถึงช่วงการแกว่งตามธรรมชาติของโลกในกราฟหนึ่งที่ได้ตีพิมพ์เป็น Discussion Paper ให้แก่ Cowles foundation
Surprisingly, perhaps, the first suggestion to use 2° Celsius as a critical limit for climate policy was made by an economist, W.D. Nordhaus, in a graph published in a discussion paper of the prestigious Cowles foundation (figure 1).
There he claimed: “As a first approximation, it seems reasonable to argue that the climatic effects of carbon dioxide should be kept within the normal range of long-term climatic variation. According to most sources the range of variation
between distinct climatic regimes is in the order of 5°C, and at the present time the global climate is at the high end of this range. If there were global temperatures more than 2 or 3° above the current average temperature, this would take the climate outside of the range of observations which have been made over the last several hundred thousand years” (Nordhaus 1977, p.39-40; see also Nordhaus 1975, p.22-23, where the same words are to be found, but without the suggestive diagram).
ซึ่งตัวเลข 2°C นี้ไม่ได้เป็นตัวเลขเป้าหมายที่วิทยาศาสตร์ตั้งขึ้นแต่เป็นเป้าที่เป็นจุดเริ่มต้นในการพิจารณานโยบายต่างๆเพื่อหลีกเลี่ยงภัยจาก Climate Change
นักวิทยาศาสตร์เริ่มวิเคราะห์ว่า 2°C สูงเกินไป:
อุณหภูมิเฉลี่ยโลกถ้าหากเพิ่มขึ้น 2°C นั้นจะมีปริมาณความเข้มข้น CO2 ในชั้นบรรยากาศประมาณ 450 ส่วนต่อล้าน (ppm) ซึ่ง James Hansen ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้าน Climate Change ชั้นนำของโลกได้กล่าวในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร Scientific American ในบทความ 2-Degree Global Warming Limit is Called a “Prescription for Disaster” ไว้ว่าจากจากการศึกษาหลักฐานถึงภูมิอากาศในอดีตที่โลกมีความเข้มข้มของ CO2 ในชั้นบรรยากาศประมาณ 450 ppm นั้น ระดับน้ำทะเลสูงกว่า Climate Model ปัจจุบันทำนายไว้ ประกอบกับบทความ Beyond ‘Dangerous’ Climate Change: Emission Scenarios for a New World ได้กล่าวไว้ว่าจากการวิเคราะห์แทบจะหรือไม่มีโอกาสที่จะรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้เท่ากับหรือต่ำกว่า 2°C และผลกระทบจากการที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้น 2°C นั้นได้ถูกปรับขึ้นเป็นเกณฑ์ระหว่างสภาวะที่อันตราย (Dangerous) และ สภาวะที่อันตรายมาก (Extremely Dangerous) ประกอบกับรายงานล่าสุดโดย UNEP เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซมีเธนที่สะสมอยู่ใต้ Permafrost ที่มีการเน่าเสียของพืชที่สลายเป็นก๊าซมีเธน (ก๊าซมีเธนมีความสามารถดูดความร้อนสูงกว่า CO2 21 เท่าตัว) หาก Permafrost ละลายแล้วปล่อยก๊าซมีเธนดังกล่าวออกมาจะทำให้ความเข้มข้นของ CO2 และเทียบเท่าในชั้นบรรยากาศสูงขึ้น และจะเสี่ยงต่อการทวีคูณการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้มากขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของก๊าซมีเธนจากการละลาย Permafrost นี้ยังไม่มีการประมวลเข้าสู่การพยากรณ์จาก Climate Model ในปัจจุบัน
ในงานสัมมนา International Climate Conference 2009 ในหัวข้อ Implications of a global climate change of 4+ degrees for people, ecosystems and the earth-system ได้มีการประเมินผลกระทบต่อมนุษย์ ระบบนิเวศน์ และโลกในกรณีที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นมากกว่า 4°C โดยสรุปคร่าวๆได้ดังภาพต่อไปนี้
ภายในปี 2100 จะมีผลกระทบดังต่อไปนี้
- อุณหภูมิเฉลี่ยโลกจะสูงที่สุดในรอบ 30 ล้านปี
- ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นระหว่าง 3-6 ฟุต
- มีภัยแล้งรุนแรงมากกว่า 40% ของพื้นผิวที่อยู่อาศัยของมนุษย์ (เป็นข้อมูลจากงานวิจัยโดย U.K. Met Office ซึ่งไม่ได้อยู่ในงานสัมมนาที่ได้กล่าวข้างต้น)
- มีผู้อพยพประมาณ 100 ล้านคน
- Kevin Anderson กล่าวว่า “อนาคตที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้น 4°C นั้นจะทำให้โลกกลายเป็นที่ไม่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยแบบชุมชน”
ถ้าหากโลกเรามีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น 6°C อาจเป็นจุด Tipping Point หรือ Point of No Return ซึ่งได้วิเคราะห์โดยนักวิทยาศตร์ร่วมกันใน Nature ในบทความ Approaching a state shift in Earth’s biosphere ซึ่งถ้ามองในเชิงวิทยาศาสตร์จุด Tipping Point นี้ยากที่ประเมินเนื่องจากความซับซ้อนถึงการประเมินถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน การประเมินได้แท้จริงว่าเลยจุด Tipping Point แล้วจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่ชัดเมื่อผ่านจุดนั้นแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้นว่าอาจจะเป็นเพราะอยากให้ผู้อ่านเข้าใจถึงหลักการโดยสังเขปถึงภัยที่จะเกิดขึ้นได้จาก Climate Change
ขอยกตัวอย่างในการประเมินถึงผลกระทบถ้าหากอุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึั้นไปเรื่อยๆเมื่อระยะเวลาผ่านมานานขึ้น
จากรายงานใน Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) ได้ลงบทความ Climate change: Heat, health, and longer horizons ซึ่งได้พูดถึงความเป็นไปได้ที่โลกจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้นถึง 12°C ในปี 2300
ซึ่งสรุปแล้วคือถ้าหากเรายังดำเนินไปในรูปแบบเดิม เราจะเผชิญกับหายนะอย่างแน่นอนซึ่งลูกหลานเราจะต้องเป็นผู้รับผลกระทบจากการกระทำของเราในปัจจุบัน ซึ่งหากเราตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาคือ เราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร นโยบายอะไรที่เราจะต้องใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เราจะยอมรับได้จริงๆ แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ถ้าหากเราไม่แก้ไข เรากำลังก้าวสู่หายนะ
คุณ David Roberts ได้เสนอว่า ปริมาณการปล่อย CO2 จะต้องถึงจุดสูงสุดและลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 5-10 ปีข้างหน้านี้
จากรายงาน World Energy Outlook 2011 ของ The International Energy Agency ได้ระบุไว้ว่าหากเราล่าช้าออกไปเพิ่มขึ้นในการลดการปล่อย CO2 จะทำให้มีค่าเงินลงทุนที่ต้องเพิ่มขึ้นปีละ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (US$ 500 billion)




























