ผลกระทบจาก Climate Change อย่างง่ายๆ (Climate Change Is Simple – David Roberts)

จาก TEDxTheEvergreenStateCollege ที่ David Roberts ได้อธิบายถึงผลกระทบจาก Climate Change ให้เข้าใจได้ง่ายๆ โดยคลิปเต็มคือคลิปด้านล่าง

 

DR-TEDX-01-title

บทความหลักที่จะอธิบายคือ  Climate Change is Simple ซึ่งเกิดจากการที่ David Roberts พยายามชี้แจงเนื้อหาของบทความ  The Brutal Logic of Climate Change ให้ง่ายที่สุดและใช้ศัพท์เทคนิคน้อยที่สุดเพื่อแสดงให้เห็นถึงผลกระทบถ้าหากเราไม่ทำอะไรเพื่อลด CO2 Emission ลง

ทำไมโลกถึงไม่เป็นก้อนหินที่ล่องลอยโดยปราศจากสิ่งมีชีวิตอย่างดาวเคราะห์ทั่วไปในจักรวาล สาเหตุสำคัญคือ โลกมีชั้นบรรยากาศที่เก็บความร้อนจากดวงอาทิตย์ไว้ชั่วคราว ทำให้เกิดสภาวแวดล้อมที่เหมาะสมแก่การเกิดชีวิต กลไกหลักของการควบคุมการเก็บความร้อนจากแสงอาทิตย์นั้นคือความเข้มข้นของ CO2 หรือเทียบเท่าในชั้นบรรยากาศ ยิ่งเข้มข้นมาก ยิ่งทำให้เก็บความร้อนมากขึ้น

DR-TEDX-02-holocene

 

ในช่วง 10,000 ปีล่าสุดนี้ (หรือยุค Holocene) โลกอยู่ในสภาวะที่อุณหภูมิค่อนข้างคงที่ คำว่าคงที่คืออุณหภูมิเฉลี่ยแกว่งอยู่ในช่วงแคบ หรือประมาณ +/-1°C  (อ้างอิงจากรายงานของ IPCC ฉบับนี้)

DR-TEDX-03-civilization

ซึ่งเป็นช่วงที่นุษย์มีการวิวัฒนาการเกษตร ทางอุตสาหกรรม และเทคโนโลยีต่างๆ ประกอบกับมีการกระจายประชากรไปทั่วทุกมุมโลก

DR-TEDX-04-.8

จากรายงาน America’s Climate Choices ที่จัดทำโดย Board on Atmospheric Sciences and Climate (BASC) ซึ่งกล่าวถึงอุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เพิ่มขึ้น 0.8°C หลังจากมีการวิวัฒนาการอุตสาหกรรม ที่ก่อให้เกิดการปล่อย CO2 โดยกิจกรรมของมนุษย์มากขึ้นดังข้างล่าง

The average temperature of the Earth’s surface increased by about 1.4°F (0.8°C) over the past 100 years, with about 1.0°F (0.6°C) of this warming occurring over just the past three decades.

 

DR-TEDX-05-2

บางท่านอาจจะสงสัยที่มาของตัวเลข 2°C ที่เป็นเป้าหมายที่จะควบคุมไม่เห็นเกินของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกมีที่มาอย่างไร (เป้าหมายการควบคุมการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกไม่ให้เกิน 2°C นี้ได้เป็นเป้าหมายทั้ง สหภาพยุโรป UNFCCC และกลุ่ม G8 ซึ่งเป้าหมายนี้ใช้เป็นจุดอ้างอิงในการพิจารณานโยบายต่างๆของกลุ่มเหล่านี้) จากรายงาน Three Views of Two Degrees ที่จัดทำให้กับ European Climate Forum กล่าวไว้ว่า ตัวเลข 2°C มาจากการประมาณการโดยนักเศรษฐศาสตร์ W.D. Nordhaus ในปี 1977 ซึ่งเป็นการประมาณถึงช่วงการแกว่งตามธรรมชาติของโลกในกราฟหนึ่งที่ได้ตีพิมพ์เป็น Discussion Paper ให้แก่ Cowles foundation

Surprisingly, perhaps, the first suggestion to use 2° Celsius as a critical limit for climate policy was made by an economist, W.D. Nordhaus, in a graph published in a discussion paper of the prestigious Cowles foundation (figure 1).

There he claimed: “As a first approximation, it seems reasonable to argue that the climatic effects of carbon dioxide should be kept within the normal range of long-term climatic variation. According to most sources the range of variation
between distinct climatic regimes is in the order of 5°C, and at the present time the global climate is at the high end of this range. If there were global temperatures more than 2 or 3° above the current average temperature, this would take the climate outside of the range of observations which have been made over the last several hundred thousand years” (Nordhaus 1977, p.39-40; see also Nordhaus 1975, p.22-23, where the same words are to be found, but without the suggestive diagram).

ซึ่งตัวเลข 2°C นี้ไม่ได้เป็นตัวเลขเป้าหมายที่วิทยาศาสตร์ตั้งขึ้นแต่เป็นเป้าที่เป็นจุดเริ่มต้นในการพิจารณานโยบายต่างๆเพื่อหลีกเลี่ยงภัยจาก Climate Change

DR-TEDX-06-2.2

นักวิทยาศาสตร์เริ่มวิเคราะห์ว่า 2°C สูงเกินไป:

อุณหภูมิเฉลี่ยโลกถ้าหากเพิ่มขึ้น 2°C นั้นจะมีปริมาณความเข้มข้น CO2 ในชั้นบรรยากาศประมาณ 450 ส่วนต่อล้าน (ppm) ซึ่ง James Hansen ที่เป็นนักวิทยาศาสตร์ด้าน Climate Change ชั้นนำของโลกได้กล่าวในบทสัมภาษณ์กับนิตยสาร Scientific American ในบทความ 2-Degree Global Warming Limit is Called a “Prescription for Disaster” ไว้ว่าจากจากการศึกษาหลักฐานถึงภูมิอากาศในอดีตที่โลกมีความเข้มข้มของ CO2 ในชั้นบรรยากาศประมาณ 450 ppm นั้น ระดับน้ำทะเลสูงกว่า Climate Model ปัจจุบันทำนายไว้ ประกอบกับบทความ Beyond ‘Dangerous’ Climate Change: Emission Scenarios for a New World ได้กล่าวไว้ว่าจากการวิเคราะห์แทบจะหรือไม่มีโอกาสที่จะรักษาอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้เท่ากับหรือต่ำกว่า 2°C และผลกระทบจากการที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้น 2°C นั้นได้ถูกปรับขึ้นเป็นเกณฑ์ระหว่างสภาวะที่อันตราย (Dangerous) และ สภาวะที่อันตรายมาก (Extremely Dangerous) ประกอบกับรายงานล่าสุดโดย UNEP เกี่ยวกับการปล่อยก๊าซมีเธนที่สะสมอยู่ใต้ Permafrost ที่มีการเน่าเสียของพืชที่สลายเป็นก๊าซมีเธน (ก๊าซมีเธนมีความสามารถดูดความร้อนสูงกว่า CO2 21 เท่าตัว) หาก Permafrost ละลายแล้วปล่อยก๊าซมีเธนดังกล่าวออกมาจะทำให้ความเข้มข้นของ CO2 และเทียบเท่าในชั้นบรรยากาศสูงขึ้น และจะเสี่ยงต่อการทวีคูณการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยโลกให้มากขึ้น ซึ่งการเพิ่มขึ้นของก๊าซมีเธนจากการละลาย Permafrost นี้ยังไม่มีการประมวลเข้าสู่การพยากรณ์จาก Climate Model ในปัจจุบัน

 

DR-TEDX-07-4

ในงานสัมมนา International Climate Conference 2009 ในหัวข้อ Implications of a global climate change of 4+ degrees for people, ecosystems and the earth-system  ได้มีการประเมินผลกระทบต่อมนุษย์ ระบบนิเวศน์ และโลกในกรณีที่อุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้นมากกว่า 4°C โดยสรุปคร่าวๆได้ดังภาพต่อไปนี้

DR-TEDX-08-4.2

ภายในปี 2100 จะมีผลกระทบดังต่อไปนี้

  • อุณหภูมิเฉลี่ยโลกจะสูงที่สุดในรอบ 30 ล้านปี
  • ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นระหว่าง 3-6 ฟุต
  • มีภัยแล้งรุนแรงมากกว่า 40% ของพื้นผิวที่อยู่อาศัยของมนุษย์ (เป็นข้อมูลจากงานวิจัยโดย U.K. Met Office ซึ่งไม่ได้อยู่ในงานสัมมนาที่ได้กล่าวข้างต้น)
  • มีผู้อพยพประมาณ 100 ล้านคน
  • Kevin Anderson กล่าวว่า “อนาคตที่อุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้น 4°C นั้นจะทำให้โลกกลายเป็นที่ไม่เหมาะสมแก่การอยู่อาศัยแบบชุมชน”
และ The World Bank ได้ตีพิมพ์รายงาน Turn Down the Heat: Why a 4°C Warmer World Must be Avoided และมีภาพสรุปข้อมูลคร่าวๆดังภาพต่อไปนี้  (กรุณากดเข้าไปเพิ่มขยาดให้เห็นภาพใหญ่)
A 4 DEGREE WARMER WORLD (INFOGRAPHIC)

A 4 DEGREE WARMER WORLD (INFOGRAPHIC)
(Source: The World Bank)

  ถ้าหากเราไม่ลดปริมาณการปล่อย CO2 หรือสารเทียบเท่าเข้าสู่ชั้นบรรยากาศ จากรายงาน World Energy Outlook 2011 โดย The International Energy Agency ได้เตือนว่าโลกจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้นได้ถึง 6°C ภายในปี 2100

DR-TEDX-09-6

 

DR-TEDX-10-6.2

ถ้าหากโลกเรามีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงขึ้น 6°C อาจเป็นจุด Tipping Point หรือ Point of No Return ซึ่งได้วิเคราะห์โดยนักวิทยาศตร์ร่วมกันใน Nature ในบทความ Approaching a state shift in Earth’s biosphere ซึ่งถ้ามองในเชิงวิทยาศาสตร์จุด Tipping Point นี้ยากที่ประเมินเนื่องจากความซับซ้อนถึงการประเมินถึงความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน การประเมินได้แท้จริงว่าเลยจุด Tipping Point แล้วจะเกิดขึ้นได้อย่างแน่ชัดเมื่อผ่านจุดนั้นแล้วเป็นระยะเวลาหนึ่งแล้ว แต่ที่ได้กล่าวไว้เบื้องต้นว่าอาจจะเป็นเพราะอยากให้ผู้อ่านเข้าใจถึงหลักการโดยสังเขปถึงภัยที่จะเกิดขึ้นได้จาก Climate Change

DR-TEDX-11-12

DR-TEDX-12-12.2

ขอยกตัวอย่างในการประเมินถึงผลกระทบถ้าหากอุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึั้นไปเรื่อยๆเมื่อระยะเวลาผ่านมานานขึ้น

จากรายงานใน Proceedings of the National Academy of Sciences (PNAS) ได้ลงบทความ Climate change: Heat, health, and longer horizons ซึ่งได้พูดถึงความเป็นไปได้ที่โลกจะมีอุณหภูมิเฉลี่ยโลกสูงขึ้นถึง 12°C ในปี 2300

 

DR-TEDX-14-catastrophe

ซึ่งสรุปแล้วคือถ้าหากเรายังดำเนินไปในรูปแบบเดิม เราจะเผชิญกับหายนะอย่างแน่นอนซึ่งลูกหลานเราจะต้องเป็นผู้รับผลกระทบจากการกระทำของเราในปัจจุบัน ซึ่งหากเราตระหนักถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นสิ่งที่เราจะต้องพิจารณาคือ เราจะก้าวไปข้างหน้าอย่างไร นโยบายอะไรที่เราจะต้องใช้ในการแก้ปัญหาเหล่านี้ อุณหภูมิเฉลี่ยโลกที่เราจะยอมรับได้จริงๆ แต่สิ่งที่ต้องตระหนักคือ ถ้าหากเราไม่แก้ไข เรากำลังก้าวสู่หายนะ

DR-TEDX-15-emissions

คุณ David Roberts ได้เสนอว่า ปริมาณการปล่อย CO2 จะต้องถึงจุดสูงสุดและลดลงอย่างรวดเร็วภายใน 5-10 ปีข้างหน้านี้

DR-TEDX-16-delay

จากรายงาน World Energy Outlook 2011 ของ The International Energy Agency ได้ระบุไว้ว่าหากเราล่าช้าออกไปเพิ่มขึ้นในการลดการปล่อย CO2 จะทำให้มีค่าเงินลงทุนที่ต้องเพิ่มขึ้นปีละ 5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ (US$ 500 billion)

สถิติก๊าซธรรมชาติของประเทศไทยของปี 2011 (2011 Thailand Energy Statistic on Natural Gas)

จากรายงานสถิติพลังงานของประเทศไทยปี 2554 (Energy Statistics of Thailand 2011) ซึ่งเป็นรายงานที่นำเสนอสถิติพลังงานตั้งแต่ปี 1986 ถึง 2010 เท่านั้น จึงได้ถือโอกาสไปดึงข้อมูลจาก สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน (สนพ.) ของปี 2011 มานำเสนอในเรื่องก๊าซธรรมชาติโดยเฉพาะและใน Post ต่อๆไปจะนำเสนอในส่วนของสถิติพลังงานชนิดอื่นๆ

Energy and Natural Consumption (1998-2011)

Energy and Natural Consumption (1998-2011)
(Source: EPPO)

จากกราฟจะเห็นได้ว่าการใช้พลังงานโดยรวมของประเทศไทยมีการเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยมีอัตราการเพิ่มขึ้น 5.37% ต่อปีในช่วงปี 1998 ถึง 2011 ในขณะที่ก๊าซธรรมชาติมีอัตราการใช้เพิ่มขึ้น 12.72% ในช่วงเวลาเดียวกัน ซึ่งบ่งชี้ให้เห็นถึงความต้องการของก๊าซธรรมชาติมากขึ้นในช่วงเวลาดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ สาเหตุที่เลือกปี 1998 เป็นปีเริ่มต้นที่จะนำเสนอมาจากที่ว่าเป็นปีแรกที่ในสถิติมีการระบุถึงการนำเข้าก๊าซธรรมชาติซึ่งจะแสดงรายละเอียดในกราฟต่อไปนี้

NG Production and Import (1998-2011)

NG Production and Import (1998-2011)
(Source: EPPO)

จากกราฟจะเห็นได้ว่าในปี 1998 เริ่มมีการนำเข้าก๊าซธรรมชาติโดยส่วนใหญ่จะเป็นการนำเข้าจากประเทษพม่า และมีการเพิ่มขึ้นในการนำเข้าอย่างต่อเนื่อง

NG Production and Import Ratio (1998-2011)

NG Production and Import Ratio (1998-2011)
(Source: EPPO)

จากกราฟด้านบนจะเห็นถึงอัตราส่วนของก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศต่อการนำเข้าในระหว่างปี 1998 ถึง 2011 โดยในปี 2005 และ 2006 มีอัตรานำเข้าสูงถึงเกือบ 30% ซึ่งในปี 2011 อัตราส่วนของก๊าซธรรมชาติที่ผลิตในประเทศต่อการนำเข้าเป็นดังกล่าวข้างล่าง

2011 NG Production and Import Ratio

2011 NG Production and Import Ratio
(Source: EPPO)

โดยปริมาณการใช้พลังงานดังกล่าวนี้จะถูกแบ่งเป็น 4 กลุ่มหลักๆได้แก่ ไฟฟ้า อุตสาหกรรม โรงแยกก๊าซ และรถยนต์ โดยมีปริมาณการใช้ดังกราฟต่อไปนี้

NG Consumption By Sector (1998-2011)

NG Consumption By Sector (1998-2011)
(Source: EPPO)

และมีอัตราส่วนการใช้ต่อกลุ่มหลักๆดังกล่าวดังต่อไปนี้

Ratio of NG Consumption by Sector (1998-2011)

Ratio of NG Consumption by Sector (1998-2011)
(Source: EPPO)

โดยมีอัตราส่วนของปี 2011 ดังต่อไปนี้ มีการใช้ก๊าซธรรมชาติในการผลิตไฟฟ้าอยู่ 60% และมีการใช้เพื่อรถยนต์เป็น 5% ของการใช้ก๊าซธรรมชาติทั้งหมด

2011 Ratio of NG Consumption By Sector

2011 Ratio of NG Consumption By Sector
(Source: EPPO)

ซึ่งปริมาณการใช้ก๊าซธรรรมชาติเพื่อพลังงานในปี 2011 (4,143 MMSCFD) นั้นต่ำกว่าการใช้ในปี 2010 (4,234 MMSCFD) ซึ่งอาจเกิดจากที่มีน้ำท่วมในปีที่ผ่านมาทำให้ความต้องการของพลังงานตกลงในช่วงที่อุตสาหกรรมและการขนส่งหลายส่วนของประเทศไม่สามารถดำเนินการได้

ศักยภาพพลังงานลมทั่วโลก (Global Wind Power Potential)

จากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ใน Nature Climate Change ในหัวข้อ Geophysical limits to global wind powers ซึ่งมี Kate Marvel เป็นผู้นำงานวิจัยฉบับนี้ ได้ทำการศึกษาศักยภาพของลมที่มีในโลกในการผลิตไฟฟ้า โดยพิจารณาจากการผลิตไฟฟ้าในสองรูปแบบคือ ลมที่ระดับพื้นผิว และลมที่ระดับสูง ซึ่งลมที่ระดับสูงนั้นมีความเร็วลมสูงกว่าลมที่ระดับพื้นผิว ซึ่งจะทำให้สามารถผลิตไฟฟ้าได้มากกว่าการผลิตไฟฟ้าจากลมที่ระดับพื้นผิวเพียงอย่างเดียว

จากการประเมินของทีมวิจัย ศักยภาพของพลังงานลมโดยใช้ Climate Model โดยมีผลดังภาพด้านล่างต่อไปนี้

Figure 1: Global results for climate model simulations with drag added near the surface and throughout the whole atmosphere.

Global results for climate model simulations with drag added near the surface and throughout the whole atmosphere.
(Source: Nature Climate Change)

Figure 2: Zonal mean departures for cases extracting 428–429 TW from atmospheric winds, expressed as departures from zonal mean values in the control case.

Zonal mean departures for cases extracting 428–429 TW from atmospheric winds, expressed as departures from zonal mean values in the control case.
(Source: Nature Climate Change)

ซึ่งแสดงถึงศักยภาพของลมที่จะผลิตไฟฟ้าจากลมระดับพื้นผิวที่เป็น 400 TW หรือ 400,000,000,000 kW และศักยภาพของลมที่ผลิตไฟฟ้าจากลมระดับสูงเป็น 1,800 TW หรือ 1,800,000,000,000 kW ซึ่ง ณ ปัจจุบันมนุษย์มีการใช้พลังงานอยู่ที่ 18 TW ซึ่งแสดงให้เห็นว่าพลังงานลมมีศักยภาพในการผลิตไฟฟ้าจากลมเพื่อทดแทนความต้องการพลังงานไฟฟ้าสำหรับทั้งโลกได้ แต่นั้นไม่ได้หมายความว่ามนุษย์จะสามารถติดตั้งกังหันลมได้ในปริมาณตามศักยภาพที่มีของพลังงานลม เนื่องจากปัจจัยทางเงินลงทุน ความจำกัดของเทคโนโลยี และผลกระทบต่อกระแสลมของโลกจากการติดตั้งกังหันลมด้วยอีกเช่นกัน ซึ่งทางทีมวิจัยได้ได้ทำการประเมินผลต่อกระแสลมโลกในกรณีที่ติดตั้งกังหันลม ด้วยดังภาพต่อไปนี้ ซึ่งสรุปได้ว่าถ้าติดตั้งในปริมาณที่มีศักยภาพของพลังงานลมที่ได้ประเมินไว้ในงานวิจัยนั้นในกรณีที่ติดตั้งกังหันลมอย่างกระจายทั่วถึงนั้นจะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยโลกเพิ่มขึ้นประมาณ 0.1 Kelvin และเพิ่มปริมาณเฉลี่ยของฝนโลกโดยประมาณ 1%

Figure 3: Circulation changes from large-scale kinetic energy extraction.

Circulation changes from large-scale kinetic energy extraction.
(Source: Nature Climate Change)

สำหรับพลังงานไฟฟ้าจากลมในระดับสูงนั้นเริ่มมีความเป็นจริงที่จะเกิดขึ้นแล้ว ยกตัวอย่าง เช่น Makani Airborne Wind Turbine ดังภาพด้านล่าง หรือ อ่านข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคโนโลยีดังกล่าวได้ที่ National Geographic ในบทความ Pictures: Flying Wind Turbines Reach for High-Altitude Power

Makani Airborne Wind Turbine

Makani Airborne Wind Turbine
(Source: National Geographic)

อนาคตของน้ำมันไบโอดีเซลจากต้นปาล์มที่ยั่งยืนสำหรับประเทศไทย? (Future of Palm-Based Biodiesel as a Sustainable Option for Thailand?)

ใน Journal of Industrial Ecology ฉบับเดือนกันยายน 2012 มีบทความ Food, Fuel, and Climate Change : Is Palm-Based Biodiesel a Sustainable Option for Thailand? ซึ่งเป็นผบงานของ ดร.ธภัทร ศิลาเลิศรักษา (Thapat Silalertruksa) และ ศ.ดร. แชบเบียร์ กีวาลา (Shabbir H. Gheewala) ซึ่งเป็นงานวิจัยที่พิจารณาความยั่งยืนในการใช้ต้นปาล์มเป็นวัตถุดิบในการผลิตน้ำมันไบโอดีเซลสำหรับประเทศไทยในแง่ปริมาณไร่ปาล์มที่ต้องการในการผลิตน้ำมันดีเซลต่อความต้องการของน้ำมันไบโอดีเซล และการแปลงพื้นที่เป็นการปลูกต้นปาล์ม โดยพิจารณาจาก Greenhouse Gas Emission (GHG Emission) โดยตรงและทางอ้อมจากการใช้ที่ดินที่จะเปลี่ยนแปลงเพื่อการปลูกต้นปาล์มเพื่อผลิตน้ำมันไบโอดีเซล

ขอบเขตระบบการผลิตไบโอดีเซลจากต้นปาล์มเป็นดังภาพต่อไปนี้

Boundary System of Palm Biodiesel Production System

Boundary System of Palm Biodiesel Production System
(source: Journal of Industrial Ecology, August 2012 issue)

โดยงานวิจัยได้เสนอข้อแนะนำเพื่อส่งเสริมความมั่นคงของ น้ำมันปาล์มดิบ (Crude Palm Oil: CPO) และลดผลกระทบจากระบบการผลิตน้ำมันปาล์มในเชิงการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (Greenhouse Gas (GHG) Emission) ดังต่อไปนี

  1. เสนอให้เพิ่มศักยภาพในการผลิต Fresh Fruit Bunches (FFB) โดยอาศัย การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดีสําหรับปาล์มน้ํามัน ที่ออกโดย สํานักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ กระทรวงการเกษตรและสหกรณ์ หรือฉบับภาษาอังกฤษ Good Agricultural Practices for Oil Palm ซึ่งจะลดผลกระทบจากการแปลงการใช้พื้นที่ (Land-Use Change: LUC)
  2. เสนอให้มีการวางแผนการใช้สอยพื้นที่ที่เหมาะสมในการปลูกต้นปาล์มและเพิ่มผลผลิตต่อไร่ของการปลูกปาล์ม เพื่อเป็นการรักษาความพอเพียงของ CPO เพื่อการผลิตไบโอดีเซลในอนาคต จ
  3. เสนอให้มีใช้ผลผลิตข้างเคียง อาทิ น้ำเสียจากโรงกลั่นน้ำมันปาล์ม (Palm Oil Mill Effluent: POME) เพื่อการผลิตก๊าซชีวภาพ (Biogas) หรือ เปลือกปาล์ม (Shells) นำไปใช้ทดแทน Activated Carbon หรือ ทะลายเปล่า (Empty Fruit Bunches :EFB) เมื่อผสมกับ POME สามารถใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ได้

และงานวิจัยได้สรุปผลโดยสังเขปดังต่อไปนี้

  1. ในกรณีที่แปลงป่าเป็นพื้นที่เพื่อปลูกต้นปาล์มจะส่งผลให้มี GHG Emission ที่สูงขึ้น แต่ถ้าหากแปลงพื้นที่การเกษตรเดิมที่ปลูกมันสำปะหลัง อ้อย ข้าว หรือต้นยางพารา จะลด GHG Emission โดยรวม
  2. การลด GHG Emission ทางอ้อมที่ดีที่สุดเมื่อมีการแปลงพื้นที่การเกษตรเป็นปลูกต้นปาล์มนั้นคือการแปลงพื้นที่การเกษตรที่เคยปลูกต้นยางพารา
  3. เมื่อพิจารณาผลกระทบทางอ้อมจากการแปลงพื้นที่ทางการเกษตรแล้วด้วยนั้น จะส่งผลให้มีการปล่อย GHG Emission สูงขึ้นถึง 2 ถึง 4 เท่าเมื่อเทียบกับพิจารณาเพียงผลกระทบโดยตรงจากการแปลงพื้นที่ทางการเกษตร
  4. งานวิจัยได้สรุปว่า การผลิตน้ำมันไบโอดีเซลจากน้ำมันปาล์มนั้นสามารถยั่งยืนได้ เมื่อไม่มีการตัดป่าเพื่อปลูกต้นปาล์ม และมีการพัฒนาผลผลิตต่อไร่ตามเป้าหมายของรัฐบาลอย่างสมบูรณ์

ข้อจำกัดของงานวิจัยนี้คือเป็นการพิจารณาถึงการแปลงพื้นที่การเกษตรโดยคำนึงถึงเพียง GHG Emission จากการแปลงพื้นที่การเกษตรเป็นหลัก ซึ่งยังไม่พิจารณาถึงผลกระทบจากการใช้น้ำ ผลกระทบต่อคุณภาพน้ำ ผลกระทบต่อความหลากหลายของสิ่งมีชีวิต ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยที่มีต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของการเกษตรและอุตสาหกรรมใดๆที่จะต้องพิจาณาต่อไปในอนาคต

เกร็ดข้อมูลเกี่ยวกับ ปาล์มน้ำมันอื่นๆเผื่อท่านที่สนใจ

http://www.doae.go.th/library/html/putsetakit/palmoil.pdf

http://it.doa.go.th/vichakan/news.php?newsid=12

http://www.acfs.go.th/standard/download/GAP_OIL_PALM_BUNCH.pdf

ภาวะแล้งในอนาคตจากการพยากรณ์โดย Climate Models (Future droughts from Climate Model Predictions)

จากข่าวใน The Washington Post ในวันที่ 14 สิงหาคม 2012 ในหัวข่าวว่า Climate models that predict more droughts win further scientific support ซึ่งอ้างอิงจากงานวิจัยของ Dr. Aiguo Dai ในหัวข้อ Increasing drought under global warming in observations and models ที่ได้ตีพิมพ์ใน Nature Climate Change

Dr. Aiguo Dai ได้ปรับ Climate Models ให้สะท้อนการคาดการณ์ของโมเดลต่อข้อมูลการเกิดขึ้นจริงในอดีตของการแล้งในพื้นที่ต่างๆ ทำให้ความน่าเชื่อถือของโมเดลที่ได้นั้นมีความแม่นยำมากขึ้นในการพยากรณ์ภาวะแล้งในอนาคต โดยการใช้โมเดลที่ Dr. Aiguo Dai ใช้นั้นสามารถสะท้อนการแล้งเฉลี่ยของโลกตลอดช่วงปี 1923 ถึง 2010 และสามารถสะท้อนถึงความเป็นจริงจากปรากฏการณ์ El Niño-Southern Oscillation ที่มีต่อความแล้งที่เกิดขึ้นบนพื้นดิน

จากการปรับปรุง Climate Models ในลักษณะนี้ Dr. Aiguo Dai ได้ทดลองให้โมเดลพยากรณ์ภาวะแล้งในอนาคตไปถึงปี 2099 หรือประมาณ 80 ปีในอนาคต

Future changes in soil moisture and sc_PDSI_pm

Future changes in soil moisture and sc_PDSI_pm
(source: Nature Climate Change)

จากภาพด้านบน (a) คืออัตราร้อยละของความชื้นของผิวดินในช่วงปี 1980–1999 เมื่อเทียบกับช่วงปี 2080–2099 และ (b) คือ ดัชนีความรุนแรงของความแล้งแบบปาล์มเมอร์ (Palmer drought severity index: PDSI) ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยสำหรับช่วงปี 2090-2099 เมื่อเทียบกับช่วงปัจจุบัน ซึ่งยิ่งมีค่าดัชนีนี้ติดลบเป็นการบ่งชี้ว่าพื้นที่นั้นๆจะมีความแล้งที่รุนแรงยิ่งขึ้น

จาก Climate Models จะสังเกตุได้ว่าในทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ยุโรป ออสเตรเลีย และแอฟริกาในตอนใต้ จะประสบกับภาวะความแล้งที่เพิ่มมากขึ้นในอนาคต ถ้าเราลองสังเกตุจากภาพจะเห็นว่าสำหรับประเทศไทย อาจมีการลดลงของความชื้นของผิวดินเล็กน้อย (ลดลง 0-3% ในช่วงปี 2080-2099 จากช่วงปี 1980-1999) แต่อาจดัชนี PDSI ที่เพิ่มขึ้นนั้นบ่งชี้ว่าประเทศไทยจะมีความชื้นที่เพิ่มมากขึ้น จากการสอบถามกับ Dr. Aiguo Dai ได้กล่าวว่า

“Fig. 2 of that paper shows that the near-surface soil moisture content will decrease slightly over Thailand, but the PDSI drought index suggests a light wetting trend. My sense is that Thailand may not see big changes in terms of aridity. Please keep in mind that current global climate models are still not reliable in predict regional (such as over Thailand) changes.

ซึ่งแปลได้ประมาณว่า ในตารางที่สองของบทความนั้นแสดงให้เห็นว่าความชื้นของผิวดินจะต่ำลงเล็กน้อยในประเทศไทย แต่ดัชนีความแล้ง PDSI บ่งชี้ว่าจะมีความชื้นมากขึ้นเล็กน้อย ผมรู้สึกว่าประเทศไทยไม่น่าจะเห็นความเปลี่ยนแปลงมากมายในด้านความแล้ง แต่อยากให้ตระหนักไว้ด้วยว่า Climate Models ในปัจจุบันยังไม่สามารถพยากรณ์การเปลี่ยนแปลงได้อย่างแม่นยำในระดับภูมิภาค